ปัญหาที่เป็นปัญหาสำคัญที่อาจจะทำให้สมาชิกใน กลุ่มประเทศอาเซียน แตกคอกันได้ ก็คือปัญหา “ความขัดแย้ง” ใน “ทะเลจีนใต้” และมักจะเป็นหัวข้อที่สำคัญในด้านความมั่นคงของอนุภูมิภาคนี้…

ปัญหาที่เป็นปัญหาสำคัญที่อาจจะทำให้สมาชิกใน กลุ่มประเทศอาเซียน แตกคอกันได้ ก็คือปัญหา “ความขัดแย้ง” ใน “ทะเลจีนใต้” และมักจะเป็นหัวข้อที่สำคัญในด้านความมั่นคงของอนุภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังเป็นบททดสอบที่สำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศสมาชิกอาเซียน ด้วยกัน

ทั้งนี้จากการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและจีน ที่เมืองอวี้ซี (Yuxi) มณฑลหยุนหนาน (Yunnan) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 13 – 14 มิถุนายน 2559 นี้ ซึ่งในปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 25 ปีของความสัมพันธ์ในแบบคู่เจรจาจีน – อาเซียน ซึ่งได้จัดการประชุมผู้นำระดับสูงขึ้น

นอกจากนี้ประเด็นเรื่องปัญหาข้อพิพาทใน “ทะเลจีนใต้” จะเป็น “หัวข้อร้อน” ในการเจรจา จนในค่ำของวันที่ 14 ทาง สำนักข่าวเอเอฟพี ได้รายงานว่า รัฐมนตรีต่างประเทศสมาคมอาเซียนออกมาแถลงวิจารณ์ในพฤติกรรมของจีนใน “ทะเลจีนใต้” ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง แม้ว่าในเวลาต่อมาอีกไม่นานก็ออกมาถอนคำแถลงนั้นออกอย่างไป

ทั้งนี้ในเนื้อหาของคำแถลงพอสรุปได้ดังนี้ “พวกเรารู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ ทั้งก่อนหน้าและยังคงอยู่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจและความเชื่อมันระหว่างกัน อันจะทำให้สถานการณ์ได้ตึงเครียดขึ้น และยังอาจจะทำลายทั้งสันติภาพ และความมั่นคงในทะเลจีนใต้ พวกเราเน้นตามแนวปฏิบัตินานาชาติของทะเลจีนใต้ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคงในความสำคัญด้านการเดินเรือและคมนาคมทางอากาศ การงดการสร้างแสนยานุภาพทางทหารและการควบคุมตนเองในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่รวมถึงการถมทะเล ที่จะนำมาซึ่งสถานการณ์ที่ตึงเครียดในทะเลจีนใต้ พวกเราจะพยายามแก้ปัญหาข้อพิพาทในด้านความมั่นคง ปลอดภัย และสันติภาพในบริเวณทะเลจีนใต้อย่างถึงที่สุด”

อย่างไรก็ตาม จากรายงานของ สำนักข่าวเอเอฟพี นั้น แม้ว่าคำแถลงนี้จะไม่ได้กล่าวถึง ประเทศจีน แต่การกล่าวถึงการถมทะเล ก็สามารถเข้าใจถึงจีนได้ ซึ่งถือเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ต่อรัฐบาลปักกิ่ง และยังเป็นการตำหนิต่อการดำเนินการของจีนต่อปัญหา “ทะเลจีนใต้” และยังเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงในแถลงการณ์ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน อันเป็นสิ่งที่สะท้อนจากไม่ลงรอยของ ประเทศสมาชิกอาเซียน

ทั้งนี้ทางจีนออกมากล่าวว่า “แถลงการณ์นี้เป็นแถลงการณ์ร่วมที่เป็นทางการของสมาชิกอาเซียนจริงหรือไม่ และได้รับความเห็นชอบจากทุกประเทศสมาชิกจริงหรือ” ซึ่งตามที่ทางจีนเข้าใจแล้วนั้น อาเซียนนั้นจะไม่มีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการต่อนักข่าวใดพิเศษ ทั้งนี้อาจจะเป็นการหาข่าวของนักข่าวตะวันตกกับประเทศสมาชิกใดในอาเซียนเป็นพิเศษ และเขียนเป็นข่าวออกมา และที่น่าสังเกตก็คือ คำแถลงการณ์นี้ออกมาจากโฆษกหญิงของกระทรวงการทัวร์ต่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งในเวลาต่อมาเพียงไม่นานก็ได้ออกมาถอนคำแถลง และยังได้กล่าวอีกว่าคำแถลงนี้ได้รับอนุมัติจากสำนักเลขาธิการอาเซียนแล้ว

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในเวลาต่อมายังไม่มีการรายงานในแถลงการณ์ออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะเป็นการสะท้อนถึงความเห็นที่ยังไม่เป็นหนึ่งเดียวของ กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะการแถลงข่าวจากสื่อจีนที่จะต้องผ่านการอนุมัติจากทางการ มีเพียงแต่การรายงานในบทบรรณาธิการในเหตุการณ์ของการออกแถลงการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้จีนยังได้ประณามฟิลิปปินส์ในการนำข้อกรณีพิพาทใน “ทะเลจีนใต้” ไปฟ้องต่ออนุญาโตตุลาการที่คาดว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาในเดือนนี้ ซึ่งจีนประกาศอย่างกร้าวว่า “จะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยดังกล่าว” อีกด้วย

เมื่อพิจารณาปัญหาข้อพิพาทใน “ทะเลจีนใต้” จะเห็นว่าประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ใน “ทะเลจีนใต้” นั้นมีด้วยกันของเฉพาะ ประเทศอาเซียน คือ มาเลเซีย เวียดนาม บรูไน และฟิลิปปินส์ ซึ่งทับซ้อนกับที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์เช่นกัน ทั้งนี้ในดินแดนทับซ้อนนี้อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ

แต่เดิมนั้นประเด็นในข้อพิพาทยังไม่ได้เป็นประเด็นที่ร้อนแรงเช่นในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้ภายหลังจากที่จีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการถึงผลประโยชน์หลักเหนือดินแดนดังกล่าวในเดือนมีนาคม 2559 โดยมีเนื้อหาว่า “ทะเลจีนใต้นั้นเป็นผลประโยชน์หลักของรัฐบาลปักกิ่ง และรัฐบาลจีนจะไม่ยอมอ่อนข้อในการใช้กำลังทหารเข้าปกป้องสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนเช่นกัน”

ในขณะที่ สหรัฐอเมริกา เองก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยวางตัวเป็นกลาง ก็ออกมาแสดงจุดยืนที่มีข้อตกลงด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐกับฟิลิปปินส์ ทำให้เสียงของ ประเทศอาเซียน ที่มีสหรัฐฯ อยู่เคียงข้าง คือ เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ กลุ่มที่สอง คือประเทศที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในดินแดนพิพาทนี้ เช่น ไทย ลาว กัมพูชาและสิงคโปร์ ซึ่งมีทั้งที่จีนพยายามใช้อิทธิพลครอบงำ และประเทศที่เป็นกลาง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะเข้าสู่การเป็น ประชาคมอาเซียน แล้ว แต่ดูเหมือนสถานการณ์ของข้อพิพาทใน “ทะเลจีนใต้” จะเป็นประเด็นร้อนของ กลุ่มสมาชิกอาเซียน ที่จะต้องร่วมกันแก้ปัญหาอย่างรีบด่วน และทำด้วยความตั้งใจและจริงใจ ซึ่งปัจจัยของอิทธิพลของทั้งมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯใน “ทะเลจีนใต้” ก็ยังคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ การประชุมที่เกิดขึ้นของผู้นำระดับสูงเพียงสองวัน ทำให้บรรยากาศออกมาในลักษณะที่กระอักกระอวนใจ พูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามกัน

“อาเซียน” จะรับมือกับปัญหาร่วมนี้อย่างไร จึงเป็นสิ่งที่น่าจับต่ออย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

…………………………………..
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
ภาควิชาภาษาจีน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์…

ที่มา : http://www.dailynews.co.th

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *