ความคืบหน้าด้านการเมืองของอาเซียน อันสืบเนื่องจากการปรับโครงสร้าง

ความล้มเหลวของ SEATO อาจเป็นแรงจูงใจให้บรรดาชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หาทางริเริ่มที่จะจัดตั้งองค์การส่วนภูมิภาคขึ้นเองโดยปราศจากการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอก ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงภายใน รวมทั้งบทบาทขององค์กรที่จะได้มีการจัดตั้งขึ้นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศด้วย ดังนั้นสหพันธรัฐมาลายา ฟิลิปปินส์และไทย จึงได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2504 มีวัตถุประสงค์เพื่อ

“ส่งเสริมความก้าวหน้า และความเจริญทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในภูมิภาค สมาคมนี้ไม่มีความเกี่ยวพันกับประเทศ หรือกลุ่มประเทศนอกภูมิภาคใดๆ ทั้งสิ้นและมิได้มุ่งต่อต้านประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ”

ทั้งนี้ สมาคมฯ มุ่งที่จะกระชับความร่วมมือระหว่างภาคีสมาชิกในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และการบริการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการสร้างกลไกในความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพในการแสดงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม การขยายความร่วมมือทางการค้า การปรับปรุงระบบการคมนาคมขนส่ง และสื่อสารและเพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในประเทศสมาชิก กับ ร่วมกันศึกษาปัญหาเกี่ยวกับการค้าโภคภัณฑ์ในระดับระหว่างประเทศ โดยผ่านการหารือร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

เป็นที่เชื่อกันว่า การก่อตั้งสมาคม ASA ขึ้นนั้น เกิดจากความคิดริเริ่มของสหพันธรัฐมลายาในขณะนั้น เนื่องจากแนวความคิดดังกล่าวไดเผยแพร่ต่อสาธารณชน และขาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากตนกูอับดุล ราห์มาน นายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐมลายาในขณะนั้น ได้เดินทางไปปรึกษาหารือกับอดีตประธานาธิบดี คาร์ลอส การ์เซีย แห่งฟิลิปปินส์ ณ กรุงมะลิลา เมื่อปี 2502 อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นภายในภูมิภาคคงมีเพียงประเทศไทยที่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ และตกลงที่จะร่วมมือกับฟิลิปปินส์และสหพันธรัฐมลายาอย่างแข็งขัน จนกระทั่งสามารถก่อตั้งสมาคม ASA จนเป็นผลได้ในที่สุด และนับว่าเป้นครั้งแรกที่ชนชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ริเริ่มที่จะสถาปนาองค์การระหว่างประเทศระดับภูมิภาคขึ้นด้วยตนเอง

ในระยะแรก สมาคม ASA ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้สมาชิกมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และระลึกถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมร่วมทั้งย้ำเจตนารมณ์ที่จะร่วมมืออย่างแข็งขันต่อไป แม้กระทั้ง สมาคมก็ประสบกับสภาวะชะงักงัน เมื่อฟิลิปปินส์และมาเลเซียเกิดข้อขัดแย้งกันในกรณีซาบาห์ อย่างรุนแรงในปี 2506 ต่อมาเมื่อคู่กรณีทั้งสองสามารถระงับความรุนแรง และความสัมพันธ์กลับคืนเข้าสู่ระดับปกติเมื่อปี 2509 สมาคม ASA จึงเริ่มมีบทบาทขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งได้เกิดแนวความคิดที่จะก่อตั้งสมาคมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะรวมภาคสมาคม ASA กับชาติอื่นๆ ในภูมิภาคเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพขององค์การใหม่แนวความคิดดังกล่าวได้แพร่หลายออกไปและประสบความคืบหน้าโดยลำดับจึงมีผลให้สมาคม ASA เลิกล้มไปโดยปริยาย

เกี่ยวกับข้อบกพร่องของสมาคม ASA ซึ่งมีผลให้สมาคมมีความอ่อนแอและไร้สมรรถภาพนั้น นอกจากจะเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสมาชิกดังกล่าวในตอนต้นแล้ว ยังเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าในระยะแรกของการก่อตั้งแม้จะมีการระบุถึงวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจไว้เป็นสำคัญ แต่สมาคมก็ยังมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองเคลือบแฝงควบคู่ไปด้วย สมาคมจึงถูกประเทศในภูมิภาคอื่นๆ โจมตีว่าเป็นองค์การซึ่งนิยมประเทศตะวันตกและต่อต้านคอมมิวนิสต์เนื่องจากสมาชิกของสมาคมล้วนมีนโยบายไปในทิศทางเดียวกันดังกล่าวทั้งสิ้นนอกจากนั้น การที่สมาคมประกอบด้วยสมาชิกจำนวนน้อยประเทศก็ยังส่งผลให้สมาคมไม่ได้รับความเชื่อถือจากวงการระหว่างประเทศเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า สมาคม ASA ได้ปูพื้นฐานอันทรงคุณค่าให้แก่บรรดาผู้นำประเทศในภูมิภาครุ่นต่อมา ทำให้ชาติต่างๆ มีประสบการณ์ของการร่วมมือซึ่งกันและกัน และเป็นแนวทางให้องค์การระหว่างประเทศในระยะต่อมาสามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น เพื่อความสำเร็จของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *